บทความน่ารู้

ซื้อเครื่องสำอาง ใน LAZADA และ SHOPEE ร้านไหนดี

LAZADA : MEEMIESHOP

SHOPEE : COSMETICSTWENTYBAHT

         เลือกซื้อเครื่องสำอางราคาถูก คุ้มค่า ราคาไม่แพง ต้องลองเลย มีทั้งแป้งทาหน้า แป้งรองพื้น บีบีครีม ซีซีครีม แป้งคุชชั่น อายไลเนอร์ อายโบว ลิปสติกดินสอเขียนขอบปาก  ดินสอเขียนขอบตา มาส์กหน้า เซรั่มบำรุงผิวหน้า น้ำตบ  โลชั่นทาตัว สเปรย์กันแดด แปรงแต่งหน้า และอื่นๆอีกมากมาย
สนใจกดเข้าไปดูสินค้าในร้านได้เลยคะ มีบริการเก็บเงินปลายทาง และยังมีส่วนลดให้เลือกอีกมากมาย

LAZADA ซื้อเครื่องสำอางร้านไหนดี, SHOPEE ซื้อเครื่องสำอางร้านไหนดี

Beautysaisai ขายส่งเครื่องสำอาง ขายก่อนรวยก่อน !!!!

5 วิธีหลุดพ้นจากความเศร้าที่คุณเองก็ทำได้

  • ทุกคนย่อมมีช่วงชีวิตที่ตกห้วงลึกแห่งความเศร้า ไม่ว่าจะผิดหวังจากเรื่องความรัก เรื่องงาน หรือผิดหวังกับสิ่งต่างๆ ที่คาดหวังไว้ เพลงเศร้ามา…น้ำตาพราก..ความทุกข์ไม่ยอมจากไปเสียทีเพราะเราเองที่รั้งมันไว้ วันนี้เรามีเคล้ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากความเศร้าด้วยเชือก 5 เส้น ที่จะช่วยดึงคุณขึ้นมาจากหุบเหวนั้น

 

 

  • 1. เส้นเชือกแห่งศาสนา
    ศาสนาที่ทุกคนมองว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่กลับเป็นที่พักพิงใจในยามเศร้าได้เป็นอย่างดี ลองใช้เวลากับหนังสือธรรมะเล่มเล็กหรือไปวัดใกล้บ้าน ทำบุญทำทานให้จิตใจสบาย สายลมแห่งความสงบจะพัดเป่าใจที่ร้อนรุ่มให้เย็น น้ำตาเหือดแห้งความโศกจะบรรเทาแถมยังได้หลักดำเนินชีวิต เพราะในที่มืดที่สุดจะเห็นแสงสว่างแห่งทางออกได้ชัดเจน

 

  • 2. เชือกแห่งเสียงดนตรี
    เปิดเพลงให้สนั่น ร้องตามให้ลั่น สั่นเอวเขย่าร่างไปตามจังหวะดนตรี พัดพาเอาความเศร้าในใจให้ล่องลอยหายไปกับเสียงเพลง แต่ต้องเลือกดนตรีที่สนุกสนาน เนื้อหาให้กำลังใจหรือเพลงที่มีแต่ทำนองก็ยังได้ ประเภทอกหักรักคุดซ่อนไว้ลึกๆ อย่าไปแตะต้องมันค่ะ

 

  • 3. มือแห่งคนรักหรือเพื่อน
    ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้อยู่เคียงข้างเพื่อนรักหรือคนรู้ใจ แม้ไม่มีคำปลอบประโลมหรือคำแนะนำที่ดีแต่การได้รู้ว่าไม่ต้องอยู่คนเดียวบนโลกจะทำให้หัวใจอันมืดดำกลับมาสว่างและมีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง อ้อมกอดของคนที่แคร์เราไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนรัก หรือคนในครอบครัวทำให้เรารู้ว่าพื้นที่เรายืนมั่นคงและมั่นใจว่าเรายังมีคุณค่า ผ้าเช็ดหน้าหรือทิชชู่ยี่ห้อไหนก็ใช้เช็ดน้ำตาได้ไม่ดีเท่านิ้วมือของคนที่เรารัก บางครั้งคำว่า “ไม่เป็นไร ทุกอย่างมันจะดีขึ้น” ก็เป็นคำปลอบโยนที่ดีที่สุด

 

 

  • 4. เส้นสลิงของสิ่งที่ชอบ
    จะเป็นเรื่องกิน เที่ยว ดูหนัง ช้อปปิ้ง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เลือกเอาที่ชอบ สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข บางครั้งความสุขเล็กๆ ก็ช่วยประสานรอยร้าวในหัวใจ เค้กอร่อยๆ สักชิ้นอาจจะเป็นยารักษาแผลใจ หนังที่สนุกสักเรื่องจะทำให้ใจได้พักชั่วครู่ การขับรถไปที่ไกลๆ ก็ทำให้ลืมความเศร้าหมองได้ชั่วคราว เติมแรงใจแล้วกลับมาสู้มันอีกครั้ง

 

  • 5. พึ่งตัวเอง
    ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หลังจากปล่อยใจให้เศร้าจนเพียงพอแล้ว จงลุกขึ้นมามองหน้าตัวเองในกระจกแล้ว นึกถึงข้อดีที่เรามี นึกถึงสิ่งดีๆที่อยู่ในชีวิต รำลึกถึงวันที่เราเคยเข้มแข็ง สวย หล่อ ดูดี สุข สดใส ฉลาด กล้าหาญ สัญญากับตัวเองว่าเราจะพาคนๆนั้นกลับมา ความสงสารตัวเองไม่ช่วยอะไร
    การเล่นบทดราม่าควีนหรือนางเอกที่โดนรังแกมีแต่จะทำให้ความเศร้าเพิ่มพูน เปลี่ยนตัวเองมาเป็นนางเอกยุคใหม่..ปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นสวยๆ เชิดหน้าแล้วเดินต่อไปค่ะ

ยิ่งเราลุกได้เร็วเท่าไหร่ ชีวิตก็ก้าวไวเท่านั้น อย่าปล่อยตัวเองให้อยู่กับฝันร้าย คลายทุกข์ ลุกขึ้นมาทำชีวิตให้สดใส โอกาสยังรออยู่ข้างหน้า วันนี้ไม่ดี พรุ่งนี้ก็ยังมี ความเศร้าเป็นแค่หน้าหนึ่งของชีวิตที่พลิกผ่านไป เศร้าได้แต่อย่าเศร้านานปล่อยให้ความเศร้าเป็นประสบการณ์เมื่อคุณก้าวข้ามผ่านไปได้คุณจะรู้สึกว่าปัญหาที่มีมันไม่ยากอะไร

มีเสน่ห์จนน่าคบหา ความรักดี งานก็ประสบความสำเร็จ ทำอย่างไรต้องมาอ่าน!

 

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหาไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เป็นคนไม่ค่อยสังคมกับใคร จนทำให้ตัวเองดูไม่มีคุณค่า ไปสมัครงานที่ไหนก็ไม่ได้รับเลือก คิดแต่ว่าตัวเองไม่สวยและไม่ดีจนชีวิตเกือบพัง ขอให้หยุดความคิดเหล่านี้ไว้ก่อน แล้วลองมาอ่าน Get anyone to do anything หรือชื่อภาษาไทยว่าคู่มือสะกดใจของ ดร. David J. Liberman ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์และจิตวิทยาชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งงานหนังสือทุกชิ้นได้รับการตีพิมพ์พร้อมแปลเป็น 20 ภาษา และติดอันดับหนังสือขายดีที่สุดใน New York Times ที่ได้เขียนงานวิจัยดีๆ ช่วยให้ผู้ที่กำลังคิดว่าตัวเองไม่มีสเน่ห์ ไม่น่าค้นหา ให้กลับมาคิดใหม่และทำใหม่อีกครั้งอย่างมั่นใจ ซึ่งเนื้อหาของหนังสือนั้นไม่ได้ช่วยแค่เรื่องสเน่ห์ดึงดูดด้านความรักเท่านั้น แต่สามารถนำกลวิธีเหล่านี้ไปใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจได้อีกด้วย

บางครั้งที่เราได้ออกเดตหรือพบกับคนที่มีความต่างกับเรามากๆ มีความชอบก็ไม่คล้ายกัน มุมมองด้านต่างๆ ก็ออกจะสวนทางกัน แต่เรากลับมองว่าเขาช่างมีสเน่ห์จนน่าประหลาดใจ นั่นก็อาจจะหมายความว่าเขากำลังใช้กลวิธีสร้างเสน่ห์อยู่หรือไม่ก็ทำออกมาจากนิสัยส่วนตัวจริงๆ ดังนั้นการที่เราจะใช้กลวิธีแบบเดียวกันนี้มาสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเราบ้างก็คงจะมีประโยชน์ไม่ใช่น้อย และกลวิธีเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานหรือการทำธุรกิจอย่างได้ผล ซึ่งกฏสั้นๆ ของกลวิธีนี้ คือ

 

1.การปลุกเร้าอารมณ์

ถ้าร่างกายของมนุษย์หลั่งสารอดรีนาลีนเมื่อไหร่ ความปรารถนาที่มีต่อคนรอบข้างก็จะถูกปลุกเร้าได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเมื่อนั้น หมายความว่าถ้าเราต้องพบคนที่นัดเดตหรือนัดเรื่องงาน จงสร้างความประทับใจแรกที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า, ทรงผม หรือบุคลิกที่ถือว่าเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ควรดูดีและดูเหมาะสม ถ้าคุณสามารถสร้างความประทับใจแรกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกตื่นเต้นจนสามารถที่จะหลั่งสารอดรีนาลีนหรือสารกระตุ้นออกมาได้ ก็จะทำให้คนนั้นมองว่าคุณเป็นคนที่มีเสน่ห์น่าดึงดูดใจขึ้นมาทันที

2.ท่าทางการเดิน

เชื่อหรือไม่ว่าท่าทางการเดินที่คนมักจะคิดว่าไม่สำคัญกลับมีความหมายกับผู้ที่กำลังมาพบเราครั้งแรกอย่างมาก จากผลการวิจัยพบว่าผู้คนส่วนใหญ่จะมีปฏิกริยาตอบสนองกับผู้ที่มีท่าเดินกระฉับเฉง ดูสง่างาม มากกว่าผู้ที่ชอบเดินหลังค่อม เดินช้า ท่าทางการเดินคล้ายคนแก่ เพราะการเดินและการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างกระฉับกระเฉงจะทำให้ดูอ่อนเยาว์และยืดหยุ่นจนน่ามอง ซึ่งการฝึกเล่นโยคะจะช่วยปรับท่าเดินที่ไม่ดีของคุณได้ ดังนั้นถ้าอยากมีเสน่ห์ก็แนะนำว่าควรเริ่มเล่นโยคะตั้งแต่วันนี้

 

3.การจ้องตา

กาจ้องตาถือว่าเป็นภาษากายที่เรียบง่ายและลงทุนน้อยที่สุด มีผลวิจัยว่าเพศตรงข้ามเมื่อจ้องตากันประมาณ 2 นาที ก็จะเริ่มปิ๊งกันแบบไม่ทันตั้งตัว ดังนั้นถ้าต้องการให้ตัวเองมีสเน่ห์ก็จงจ้องตาฝ่ายตรงข้ามอย่างมีสเต็ป เช่น มองตาของเขาในขณะที่คนอื่นพูดอยู่แล้วอมยิ้มนิดๆ หรือในขณะที่เขาพูด เราก็ไม่จำเป็นต้องจ้องตาเขา แต่เมื่อใดที่เราพูดกับเขาก็ให้จ้องตาเขาไปด้วยเรื่อยๆ เพื่อเป็นการโปรยเสน่ห์แบบน่าค้นหา ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกกันว่าการส่งต่ออารมณ์ด้วยแววตา

4.กฏแห่งการแตกต่างและเชื่อมโยง

เมื่อใดที่คุณจะต้องออกไปพบคนสำคัญในครั้งแรกควรที่จะไปเพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ควรพาเพื่อนที่ดูดีกว่าตัวเองไปด้วยเพราะเพื่อนคนนั้นจะเด่นกว่าคุณและทำให้คนสำคัญของคุณหันไปสนใจเพื่อนมากกว่า แต่ก็ไม่ควรพาเพื่อนที่ดูแย่กว่าคุณมากๆ ไปด้วยเช่นกัน เพราะมันอาจจะพาให้คุณดูแย่ในสายตาของคนที่นัดพบไปด้วย ถ้าต้องการความปลอดภัยหรือความเด่นก็ควรใช้กฏแห่งการแตกต่างนั่นคือพาเพื่อนเพศตรงข้ามไปด้วย เพื่อเชื่อมโยงให้คนที่นัดพบได้เห็นว่าคุณน่าสนใจมากขนาดไหน

 

5.ความภาคภูมิใจในตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้มีดีด้านรูปร่างหน้าตา ก็ขอให้ภาคภูมิใจและมั่นใจในตัวเองเข้าไว้ ทั้ง 2 อย่างนี้จะช่วยให้คุณโดดเด่นและดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือถ้าคุณต้องการจีบใครสักคนให้ประสบความสำเร็จเพื่อเสริมความมั่นใจให้กับตัวเอง ก็ควรเลือกคนที่เด่นรองลงมา เช่น ถ้าในกลุ่มหนึ่งมีคนที่โดดเด่นที่สุดและมีคนรองลงมาก็ให้เลือกจีบที่คนรองลงมาเท่านั้น รับรองได้ว่าคุณจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน หรือเลือกคนที่ถูกบอกเลิก คนที่ถูกปฏิเสธมาหมาดๆ ก็จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน

6.ความชอบพอซึ่งกันและกัน

ชอบใครก็ให้บอกรัก บอกชอบไปแบบตรงๆ เพราะมนุษย์เมื่อชอบใครสักคนแล้วรู้ว่าเขาก็ชอบตอบ เมื่อคนนั้นเข้ามาเทคแคร์ ดูแล เอาจใส่และบอกรักตรงๆ จะทำให้เขาดูมีเสน่ห์มากขึ้นอีกหลายเท่าเลยทีเดียว ผิดกับคนที่รู้แต่กลับทำเป็นเฉยเมย ทั้งที่ในใจก็ชอบแต่ไม่กล้าและกลัวเสียฟอร์ม เชื่อว่าคนที่คุณชอบก็ยังคงชอบคุณอยู่ แต่ก็คงไม่คิดจะสานสัมพันธ์ระยะยาวต่ออย่างแน่นอน

7.การยิ้ม

การยิ่มคือความประทับใจแรกที่ทรงพลัง เพราะเป็นการบ่งบอกฝ่ายตรงข้ามว่าคุณมีความสุข, มีความมั่นใจ, มีความกระตือรือร้น และยอมรับซึ่งกันและกัน ข้อนี้จะเหมาะกับการไปสมัครงานหรือการไปพบปะลูกค้าใหม่ครั้งแรก เมื่อใดที่เจอกันแล้วเรายิ้มให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างจริงใจ จะทำให้ผู้ที่มาพบรู้สึกได้ถึงการยอมรับและความยินดีที่ได้เจอกัน ทำให้การคุยงานเป็นเรื่องที่ง่ายมากยิ่งขึ้น

8.ปรากฏการณ์แรกเริ่ม

เมื่อใดที่ผู้มาพบประทับใจตั้งแต่ยิ้มแรก ความประทับใจนั้นก็จะติดอยู่ในใจของผู้มาพบทันที ดังนั้นปรากฏการณ์เริ่มแรกคุณก็ควรทำให้ดีด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเหมือนกับว่าคุณมีแต้มบวกมาอยู่แล้ว 1 แต้ม ยิ่งถ้าคุณทำให้สิ่งที่นำเสนอออกมาดีมากขึ้น แสดงถึงความเป็นมิตร พูดคุยอย่างสุภาพอ่อนโยน และทำให้ผู้มาพบเห็นบุคลิกที่ดี เชื่อได้เลยว่าการคุยงานในวันนั้นจะง่ายมากกว่าเดิมเป็น 2 เท่าเลยทีเดียว

9.การระลึกถึงข้อมูลและการปูพื้น

การระลึกถึงข้อมูลและการปูพื้น คือ การสาธิตให้ผู้ที่มาพบเห็นถึงความดีงามของเราตั้งแต่เริ่มแรก ความดีงามนั้นก็จะติดอยู่ในใจและอยู่ในทัศนคติของผู้นั้นไปตลอด วิธีนี้ต้องพึ่งพาคนปูพื้นที่อาจจะเป็นเพื่อน, เลขา หรือคนรู้จักที่จะนำเอาสารด้านบวกไปบอกต่อกับคนที่กำลังจะมาพบ เช่น เป็นคนดี, มีความมุ่งมั่น, ตั้งใจทำงาน เมื่อผู้มาพบได้รับคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปก็จะคาดหวังว่าเมื่อพบกับเราแล้วก็จะเป็นไปตามที่ผู้พูดได้ปูพื้นมา หรือถ้าคุณเป็นคนที่ไปสมัครงานก็ควรทิ้งคีย์เวิร์ดสั้นๆ ที่กระชับ มีความหมายหนักแน่นและเป็นด้านบวกไว้ในช่องแนะนำตัว เช่น เป็นคนซื่อสัตย์, ขยันและอดทน เป็นต้น

เมื่อใดที่คุณเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ลองนำบทความนี้มาอ่านแล้วทำตามทั้ง 9 ข้อดูสิคะ เชื่อว่าแค่อ่านก็ทำให้คุณรู้สึกมีกำลังใจและมีพลังงานมากขึ้น ยิ่งถ้านำไปใช้งานต่ออย่างถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์ให้กับชีวิตของคุณได้อย่างแน่นอน อย่ารอช้า!! มาเสริมพลังใจ เสริมเสน่ห์ และกลายเป็นคนใหม่ที่สะกดใจคนได้อย่างเหลือเชื่อกันเถอะค่ะ

รู้ได้อย่างไรว่าเขาเกลียดเรา

คุณไม่ชอบเราหรือเปล่า คุณเกลียดฉันใช่ไหม  เราจะรู้ได้ยังไง
คุณไม่ชอบเราหรือเปล่า คุณเกลียดฉันใช่ไหม เราจะรู้ได้ยังไง

เราสามารถรับรู้ได้ว่าคนรอบข้างรู้สึกกับเราอย่างไร โดยพิจารณาจากพฤติกรรมบางอย่างที่จะนำไปสู่ความเกลียด นั่น คือ พฤติกรรมที่แสดงถึงความเบื่อหน่าย และไม่ต้องการรับฟังข้อมูลหรือสิ่งที่เรากำลังจะพูด

พฤติกรรมของคนที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่าย มีดังนี้

  • การกอดอกและเอนตัวออกห่าง

โดยปกติคนส่วนใหญ่มักจะเอนตัวเข้าหาสิ่งที่สนใจ ยิ่งสนใจในเรื่องใดมากจะยิ่งเอนหรือโน้มตัวเข้าหามากขึ้น ในขณะที่หากเป็นเรื่องที่ไม่ให้ความสนใจหรือไม่ชอบ ส่วนใหญ่จะเอนตัวออกห่าง โดยยิ่งเอนตัวออกมาห่างมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงยิ่งเบื่อมากเท่านั้น

  • การเคาะนิ้วหรือดีดนิ้ว

พฤติกรรมนี้กำลังบอกว่าเขากำลังเบื่อและรู้สึกอึดอัดในสิ่งที่เรากำลังพูด การเคาะเป็นจังหวะจะทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายและทำให้จิตใจของเขาไปจับอยู่ที่จุดอื่น หนีจากสภาวะอึดอัดที่กำลังเกิดขึ้น

  • การขีดเขียนเรื่อยเปื่อย

การจดบันทึกอย่างเป็นระเบียบแสดงถึงความสนใจที่มีต่อผู้พูด แต่หากการจดบันทึกกลายเป็นการเขียนที่ไม่เป็นระเบียบ หรือมีการวาดรูปที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ผู้พูดสื่อออกไป พฤติกรรมนี้แสดงถึงความสนใจที่ลดลง ซึ่งคนพูดจะต้องหาวิธีแก้ไขให้เขากลับมาสนใจอีกครั้ง

  • การดูนาฬิกาเป็นระยะและการเหม่อลอยไปที่อื่น

การไม่สบตา การจดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นๆ รอบตัวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าเขาไม่สนใจในสิ่งที่เราพูด เกิดขึ้นจากการรับฟังข้อมูลที่มากเกินไป และรู้สึกว่าข้อมูลที่ฟังเป็นเรื่องซ้ำซากและจำเจ

  • ทำตาปรือ ตาลอยดูไม่โฟกัส

หากเรามองเข้าไปในสายตาของผู้ฟัง จะเห็นว่าเขาไม่ได้โฟกัส มาที่ตัวเรา แสดงถึงความไม่สนใจเรื่องราวที่อยู่ตรงหน้า ปัญหาที่เจอต่อมาคือ คนนี้ไม่สนใจเราและไม่พร้อมรับฟังสิ่งที่เราพูด  หากเป็นแฟนคือการทำตัวเหินห่างซึ่งเป็นสัญญาณที่จะต้องเร่งแก้ไข

  • การไขว้ขาและเตะปลายเท้าไปมาเพื่อฆ่าเวลา เป็นพฤติกรรมเพื่อการแก้เบื่อ

สรุปความจากหนังสือเสียงพ่อรวย สอนลูก

สรุปความจากหนังสือเสียงพ่อรวย สอนลูก

 

พ่อรวย พ่อจน
ทัศนคติและความคิดเรื่องการเงิน

– ไม่คิดว่าจะร่ำรวยได้จากการทำงานประจำ  การทำงานหนักและการออมเงิน กล่าวคือ เชื่อว่ารายได้ที่ทำให้ร่ำรวยคือรายได้ที่ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้มา หรือเป็นรายได้ที่ได้จากการลงทุน

– คิดว่าตนเองมีความสามารถในการซื้อหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการได้โดยไม่มีความกังวลในเรื่องเงิน

– เชื่อว่าความร่ำรวยเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงความคิด  เชื่อในพลังของความคิดและคำพูดว่าการพูดส่งผลถึงการกระทำและจะทำให้ร่ำรวยได้  ซึ่งทำให้ไม่ต้องเดินตามรอยเท้าที่ส่งผลต่อความคิดของการเป็นคนจน

– เชื่อว่ายิ่งให้แล้วยิ่งได้รับในสิ่งที่ต้องการและเชื่อว่าคนจนเป็นคนที่ไม่ได้ให้อย่างเพียงพอ

– มองเห็นมุมมองของเงิน ว่าเงินมากเกินไปต้องหาที่ลงทุน

 

 

การทำงานและการบริหารเงิน

– ไม่ชอบทำงานหนักไม่ทำงานเพื่อเงิน เพราะเชื่อว่าเงินหรือรายได้ที่เยอะขึ้นไม่ได้ทำให้รวยขึ้น

– ให้ความสนใจกับกระแสเงิน ทรัพย์สิน รายได้ อัตราผลตอบแทนและเงินฝืด

– การลงทุนไม่ได้ทำเพื่อหาเงินให้มากขึ้นแต่ทำเพื่อรักษาเงินที่มีอยู่ให้ปลอดภัยจากภาษีที่ต้องจ่ายให้รัฐ

– รายได้ที่รับเข้ามาจะนำไปใช้ซื้อสินทรัพย์ที่ทำให้เกิด Passive income และทำให้ภาระทางภาษีลดลง

– เน้นสร้างการเปลี่ยนค่าจากรายได้ที่เกิดจากการลงแรงทำงานเป็น Passive และ Portfolio income

เพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักการทำงานประจำที่ต้องทำอยู่ทุกวัน  (สนามแข่งหนู)

– เน้นสร้างสินทรัพย์ที่ช่วยสร้าง Passive income เพราะเชื่อว่ายิ่งมีทรัพย์สินมากขึ้นจะยิ่งทำให้ออกไปซื้อสิ่งดีๆให้กับชีวิตได้มากขึ้น

– จ่ายภาษีหลังจากการซื้อสินทรัพย์ (จ่ายภาษีหลังจากได้รายได้)

 

 

 

ข้อดีของพ่อรวย

– ไม่ต้องดิ้นรนทำงานหนักไปตลอดชีวิต

– มีเงินเหลือใช้เพียงพอต่อความต้องการ

– รู้เรื่องการเงินที่สามารถใช้ได้ในชีวิตจริง

– มีเวลาให้ครอบครัวและตนเอง

– มีเงินเลี้ยงตนเองยามเกษียร

 

 

 

ข้อเสียของพ่อรวย

– มีความเสี่ยงในการลงทุนและการใช้ชีวิต

– ขาดสวัสดิการช่วยเหลือในยามจำเป็น

– การไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในชั้นสูงๆ อาจทำให้ในอนาคตขาดโอกาสที่จะทำงานบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษา

– มีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีเพราะการบริหารภาษี

ทัศนคติและความคิดเรื่องการเงิน

– เชื่อว่าการทำงานประจำ  การทำงานหนักและการออมเงินจะทำให้ร่ำรวย

– การเรียนโรงเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่อที่จะได้ทำงานในที่ดีๆ และมีงานประจำที่มั่นคงทำให้รวยได้

– มีความเชื่อลึกๆ ว่าตนเองจะไม่มีทางรวย

– คิดว่าคนรวยเป็นคนไม่ดีและเป็นคนโลภ

– มักพูดเสมอว่าตนเองไม่สามารถซื้อสินค้าหรือบริการที่ต้องการได้ เพราะไม่รู้ว่าจะนำเงินจากที่ใดมาใช้จ่าย

– เน้นเรื่องวิชาการและให้ความสำคัญกับพีชคณิต ภาษาอังกฤษ และการช่วงทดลองงานแต่ไม่เน้นเรียนรู้เรื่องการเงิน

– มองเห็นมุมมองของเงินเพียงด้านเดียว คือ เงินขาดมือ

 

 

 

การทำงานและการบริหารเงิน

– ชอบทำงานหนักเพราะคิดว่ายิ่งทำงานยิ่งได้เงินมากขึ้นและจะทำให้ร่ำรวยขึ้น

– รายได้ที่รับเข้ามาจะต้องจ่ายออกไปอย่างรวดเร็ว โดยหมุนวนอย่างนี้ไปทุกเดือนจนทำให้ติดอยู่กับสนามแข่งหนู

– ซื้อทรัพย์สินที่สร้างหนี้สินให้กับตัวเองมากขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้นเพราะคิดว่าบ้านหรือรถทำให้ตนเองรวยขึ้น

– ลงทุนเพื่อทำให้ตนเองร่ำรวยขึ้นซึ่งไม่เหมือนกับพ่อรวยที่ลงทุนเพื่อรักษาเงิน

– อยากมีรายได้สูงๆ แต่ไม่ได้คิดเรื่องการประหยัดภาษี

– รายได้ที่ได้รับได้หลังจากการหักภาษีแล้ว ซึ่งพ่อจนมองว่าเป็นเรื่องปกติที่คนดีจะต้องจ่าย และคนไม่ดีคือคนที่หลีกเลี่ยงภาษี

 

 

 

 

 

 

 

ข้อดีของพ่อจน

– มีความมั่นคงปลอดภัยแต่ต้องวิ่งหาเงินไปตลอดชีวิต

– มีความเชี่ยวชาญในทางวิชาการจากการศึกษาและประสบกาณ์ทำงานที่เข้มข้น

– มีหน้าตาในสังคมจากการทุ่มเททำงาน

 

 

 

ข้อเสียของพ่อจน

– ความไม่พร้อมทางการเงินอาจสร้างปัญหาครอบครัว เนื่องจากเงินจุนเจือครอบครัวไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว

– ปัญหาความเครียดและสุขภาพที่เกิดจากการทำงานหนัก

– มีความเสี่ยงเรื่องค่าครองชีพหลังจากการเกษียร

 

หน่วยที่1

 1.ความหมายของคำว่าทักษะชีวิต  คือ ความสามารถของบุคคลที่จัดการกับความต้องการและสิ่งที่ท้าทายในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.  อิทธิพลต่อการพัฒนาบคลิกภาพของคนตลอดชีวิต คือ ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรม ครอบครัว เพื่อน และสิ่งแวดล้อม
3. ในงานแรกที่ริเริ่มการพัฒนาทักษะ คือ องค์การอนามัยโลก (WHO)
4. หน่วยงานที่จัดการเรียนการสอนอันดับแรกของไทย คือ หน่วยงานการศึกษาการป้องกันโรคในสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์
5.ตามแนวคิดของ อีริคเอช อิริคสน ช่วงวัยองคนเรา ในช่วงที่มีบทบาทสำคัญที่ต้องการหาความเป็นเอกลักษณ์ให้กับต้นเอง คือ ช่วงเวลาวัยร่น
6.ทักษะชีวิต  ศิลปะการดำรงชีวิต ทักษะการดำรงชีวิตและภูมิคุ้มกัน   โดยหลักการแล้วเกิดจากการฝึกฝน ทั้งทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
7.การเสริมพลังในตนเอง empowerment มีความสำคัญในการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคล ดังนี้
– ความสามารถในการปรับตัวให้เผชิญกับสิ่งท้าทาย
– ความสามารถในการติดสินใจเลือกปฏิบัติได้เหมาะสม
– การแสดงพฤติกรรมในทางที่ถูกต้อง
– ความสามารถในการจัดการกับปัญหารอบตัวได้
8.ทักษะชีวิตที่สำคัญต่อการรับผิดชอบต่อสังคม คือ ทักษะการพัฒนาสังคมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
9.ทักษะชีวิตสำคัญต่ออุดมศึกษา ที่ควรส่งเสริมมากที่สุดคือ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์